รีวิวประสบการณ์ศัลยกรรมไทย – เกาหลี 10 ปี 8 ล้านบาท #สวยยันกระดูก

Posted by on ก.ย. 25, 2017 in Beauty, Koreansurgery, Travelling

00078615

 

 

 

 

 

 

ประสบการณ์ศัลยกรรมไทย-เกาหลี

 

 

รีวิวประสบการณ์ศัลยกรรมไทย-เกาหลี 10 ปี 8 ล้านบาท

#สวยยันกระดูก    

 

ประสบการณ์ศัลยกรรมไทย-เกาหลี

 

แจ้งรายการผ่าตัดและราคาโดยรวมก่อนนะคะ 

ไทย 

1999 อายุ 18 ปี (ผ่าตัดครั้งที่ 1)

- ทำจมูก 15,000 บาท 

2010  อายุ 29 ปี  (ผ่าตัดครั้งที่ 2)

- ทำจมูกครั้งที่ 2 40,000 บาท 

- ฉีด filler คางครั้งแรก 35,000 บาท

2011 อายุ 30 ปี  (ผ่าตัดครั้งที่ 3)

- ฉีด filler คางครั้งที่ 2 15,000 บาท 

2012 อายุ 31 ปี  (ผ่าตัดครั้งที่ 4)

- เริ่ม botox meso fat 

- ทำจมูกครั้งที่ 3 45,000 บาท

2013 อายุ 32 ปี (ผ่าตัดครั้งที่ 5)

- แก้ filler คาง + เสริมคางซิลิโคน 50,000 

* รวม ค่าศัลยกกรรมที่ไทย  

200,000 บาท + botox,meso fat 2 ปี  460,000 บาท = 660,000 บาท

 

เกาหลี 

2014 อายุ 33 ปี  (ผ่าตัดครั้งที่ 6)

- ทำจมูกครั้งที่ 4 ราคา 8 ล้านวอน 240,000 บาท

- ตัดโหนกแก้ม 7 ล้านวอน 210,000 บาท

- ร้อยไหมละลาย เลเซอร์ไขมันหน้า 4.5 ล้านวอน 135,000 

*รวม 19.5 ล้านวอน 585,000 บาท 

2014 อายุ 33 ปี  (ผ่าตัดครั้งที่ 7)

- เสริมหน้าอก 12 ล้านวอน 360,000 บาท

2015 อายุ 34 ปี  (ผ่าตัดครั้งที่ 8)

- ทำจมูกครั้งที่ 5 ราคา 15 ล้านวอน 450,000 บาท

2015 อายุ 34 ปี  (ผ่าตัดครั้งที่ 9)

- ตัดโหนกแก้มครั้งที่ 2 ราคา 7+3 =10 ล้านวอน 300,000 บาท

- วีไลน์ 10 ล้านวอน 300,000 บาท 

- เอาซิลิโคนที่คางออก 1.5 ล้านวอน 45,000 บาท 

* รวม 21.5 ล้านวอน 645,000 บาท

2015 อายุ 34 ปี  (ผ่าตัดครั้งที่ 10)

- เอนโดไทน์หน้าผาก (ยกคิ้ว) 8 ล้านวอน 240,000 บาท

2016 อายุ 34 ปี  (ผ่าตัดครั้งที่ 11)

- accu sculpt ดูดไขมันหน้า 5.5 ล้านวอน 165,000 บาท 

- ร้อยไหมไม่ละลาย 6.6 ล้านวอน 198,000 บาท 

* รวม 12.1 ล้านวอน 363,000 บาท

2016 อายุ 34 ปี  (ผ่าตัดครั้งที่ 12)

- ดูดไขมันต้นขา 7.7 ล้านวอน 231,000 บาท

- ฉีดไขมันก้น 9.9 ล้านวอน 297,000 บาท

* รวม 17.6 ล้านวอน 528,000 บาท

2016 อายุ 35 ปี  (ผ่าตัดครั้งที่ 13)

- accu sculpt แก้มบน 3.3 ล้านวอน 99,000 บาท

- ฉีดไขมันหน้าผาก ขมับ ร่องแก้ม 5.5 ล้าน + prp 1.65 ล้านวอน = 214,500 บาท

- เย็บมุมปากด้านใน 2.75 ล้านวอน 82,500 บาท 

* รวม 13.2 ล้านวอน 396,000 บาท

2017 อายุ 36 ปี  (ผ่าตัดครั้งที่ 14)

- อัลเทอร่า+เทอมาจ กระชับหน้า 10 ล้านวอน 300,000 บาท

2017 อายุ 36 ปี  (ผ่าตัดครั้งที่ 15)

- ทำจมูกครั้งที่ 6 ราคา 11.55 ล้านวอน 346,500 บาท

- เติมปาก filler 1.65 ล้านวอน 49,500 บาท

- เปิดหางตา ดึงลง + เอาไขมันเปลือกตาออก 4.4 ล้านวอน 132,000 บาท

- endotine ครั้งที่ 2 ราคา 8.8 ล้านวอน 264,000 บาท

- elasticum ร้อยไหมสามเหลี่ยม 7.7 ล้านวอน 231,000 บาท

- ยกกระชับแก้ม 2.2 ล้านวอน 66,000 บาท 

- Vline ครั้งที่ 2 ราคา 16.5 + 3.3 = 19.8 ล้านวอน 594,000 บาท

- เอาไทเทเนียมที่โหนกแก้มและคางออก 3.3 ล้านวอน 99,000 บาท

- accu sculpt รอบ2 ราคา 6.6 ล้านวอน 196,000 บาท 

- ดูดไขมันเนินก้น 4.4 ล้านวอน 132,000 บาท

- ดูดไขมันปีกเอว 4.4 ล้านวอน 132,000 บาท

- botox น่อง 4.4 ล้านวอน 132,000 บาท

* รวม 79.2 ล้านวอน 2,376,000 บาท

2017 อายุ 36 ปี  (ศัลยกรรมครั้งที่ 16)

- เติม filler ปากบน-ล่าง (ครั้งที่ 2) 1.5 cc 2.25 ล้านวอน 67,500 บาท

- Botox กล้ามเนื้อคิ้ว 0.44 ล้านวอน 13,200 บาท 

* รวม 2.69 ล้านวอน 80,700 บาท 

รวมค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น ไทย 660,000 บาท + เกาหลี 210.79 ล้านวอน 6,323,700 บาท 

ทั้งหมด 6,983,700 บาท 

*** ไม่รวมการดูแลผิวเป็นประจำ *** 

 

line-2

ในรูปปี 2007 อายุ 26 ปี 160 cm. 44-45 kg.

เสริมจมูกครั้งแรกเมื่อตอนอายุ 18 ปี (ปี 1999) ราคา 15,000 บาท  

หลังจากนั้นก็ไม่เคยทำศัลยกรรมอะไรเลย 

ผ่านมา 8 ปี ผิวหนังบางลง เริ่มเห็นแกนซิลิโคนชัดขึ้นเรื่อย และ เริ่มเบี้ยวชัดขึ้น 

ส่วนโครงหน้าจะเห็นโหนกแก้มด้านข้าง บาน และสูง ต่ำ ไม่เท่ากัน ปลายคางตัด และคางหลบ ส่วนกรามก็ดูเบี้ยว

หน้าผากแบน ตากับคิ้วชิดกันมาก ปากดูยื่น (ส่วนนึงจากการใส่เหล็กจัดฟันด้วย)  

แก้มเยอะ ตาดูลึก หามุมถ่ายรูปยากมากๆ 

 

line-5

ปี 2008 อายุ 27 ปี 160 cm. 44-45 kg. 

จะเห็นว่าบางรูปผิวสว่างขึ้น เพราว่าจริงๆแล้วเป็นคนผิว 2 สี และก่อนหน้านั้นไปเที่ยวทะเลบ่อย 

ชอบเล่นกิจกรรมทางน้ำ ตากแดดทั้งวัน พอเริ่มงด หันมาทำพวกสกินแคร์ เลเซอร์พวกกระ ก็ดีขึ้น

และในรูปถ่ายทริปเดียวกัน ต่างกันตรงสภาพแสงค่ะ  

 

line-6

Mar 2009  อายุ 27 ปี 160 cm. 47-48 kg. 

ช่วงนี้น้ำหนักขึ้น จะเห็นว่าหน้าเต็มมาก แทบจะกลมเลย หน้าด้านข้างเหนียงเริ่มมา 

การที่ใช้กระเป๋าแพงๆ ไม่ได้ช่วยให้สวยขึ้นเลย 5 5 5 

 

line-24

line-25

line-26

Oct 2009 อายุ 28 ปี 160 cm. 46-47 kg.

คิ้วกับตาใกล้กันมาก ต้องคอยเอาผมมาปิดหน้าปิดโหนกแก้มไว้ตลอด ไม่มั่นใจ

 

line-7

May 2010 อายุ 29 ปี 160 cm 45-46 kg

เป็นกันมั้ย ? เวลาถ่ายรูปจะต้องถ่ายไกลๆ หรือเอาผมมาปิดหน้า จนหน้าแทบจะหายไปครึ่งหน้าแล้ว  

ไม่มั้นใจที่จะโชว์หน้าเต็มๆ หามุมหลอกตัวเองว่าหน้าเล็ก ส่วนจมูกซิลิโคนเริ่มเอียงชัดขึ้นเรื่อยๆ 

 

line-8

June 2010 อายุ 29 ปี 160 cm. 45-46 kg. (1-7 วันหลังผ่าตัด)

ตัดสินใจเสริมจมูกครั้งที่ 2 (เปลี่ยนหมอ เพื่อนแนะนำ ตอนนั้นหมอคนนี้ดังมากในโซเชี่ยล) ราคา 40,000 บาท  เปลี่ยนซิลิโคนอันใหม่ หมอให้แกะพลาสเตอร์ที่จมูกออกในวันที่ 4-5 หลังจากผ่าตัด 

เขียว และช้ำมาก บวมมาก ครั้งแรกที่ทำ ก็บวมมากเหมือนกัน ดูแลตัวเองดีมาก ประคบตามที่หมอสั่ง กินยาเป็นประจำ กินยาลดบวม น้ำมะพร้าว ใบบัวบกทุกวัน แต่ยุบช้ามาก ช้ำมาก 

* จริงๆ ไม่เคยคิดอยากจะทำศัลยกรรมอีก เพราะกลัวทำออกมาแล้วแย่กว่าเดิม แต่ว่าซิลิโคนอันเก่าเริ่มเอียงชัดขึ้นเรื่อยๆ เลยคิดว่าควรจะเปลี่ยน

 

line-9

July 2010 (1 เดือนหลังผ่าตัด) 

หน้ายังอวตารอยู่ สันจมูกยังบวมมาก สังเกตุดีๆ จะเห็นซิลิโคนยาวถึงปลายจมูก ดูช่วงปลายจะแหลมๆ 

 

line-27

Oct 2010 อายุ 29 ปี 160 cm 45-46 kg 

3 เดือนหลังทำจมูกครั้งที่ 2 (ก่อนฉีด filler ที่คาง) หลังจากทำจมูก รู้สึกว่าหามุมถ่ายรูปง่ายขึ้น แต่ว่าหน้าจะดูกลมๆ คางสั้น แก้มเยอะ ต้องเอาผมลงมาปิดๆหน้า ทำให้ดูรุงรัง 

 

line-10

Oct 2010 อายุ 29 ปี 160 cm 45-46 kg 

- 3 เดือนหลังทำจมูกครั้งที่ 2 

ฉีด Filler ที่คางเป็นครั้งแรก 35,000 บาท  

ฉีดกับหมดที่คิดว่าไว้ใจได้ เห็นเพื่อนไปเติมที่สันจมูกมา เพื่อนบอกว่ามันยุบ เชื่อเพื่อนเลยไปทำ 

จริงๆแล้วอยากทำคางมาก แต่กลัวว่าจะดูไม่เป็นธรรมชาติ ไม่เข้ากับหน้า เลยคิดว่าลองฉีดดูก่อน ถ้ามีคางแล้วเข้ากับหน้าจึงจะไปเสริมซิลิโคนที่คาง

( เป็นความคิดที่ผิดมาก และเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะ ใครที่คิดจะฉีด filler ที่คางใหเคิดดีๆ)

ช่วงนี้จะหามุมถ่ายรูปง่ายขึ้น แต่ก็ถ่ายเป็นร้อยกว่าจะได้ดีๆซักรูป และถ้าสังเกตุให้ดี รูปแรกบนซ้าย จะเห็นว่าคางเบี้ยว  

ต้องใส่แว่น ใส่พรอบเยอะๆ หรือเอาผมลงมาปิดหน้า บังโหนกแก้มไว้ 

บางรูปจะสังเกตุเห็นว่า ปลายจมูกแดง และดูแหลมๆ มองเห็นปลายซิลิโคน 

 

line-11

Jan 2011อายุ 29 ปี 44-45 kg.

- 6 เดือนหลังทำจมูกครั้งที่ 2 

- 3 เดือนหลังฉีด Filler ที่คางครั้งแรก  

เติม filler ครั้งที่ 2 15,000 บาท

Botox ลดกรามและ lift หน้าจะทำเป็นประจำปีละ 3 ครั้ง ใช้ของ Allergan ตลอด และ ฉีดลดไขมันที่หน้า Meso Fat เดือนละครั้ง 

คหสต. คิดว่า Meso Fat ไม่ค่อยเห็นผล  

… หลายๆคน ที่ฉีด filler แรกๆ คงมีช่วงที่มันดูสวย(ขึ้น) และนี่ก็คือช่วงที่สวยสุดของเรา มันแลดูไปกันได้ด้วยดี (กับ filler) จนคิดว่ามันเป็นสิ่งมหัศจรรย์ 5 5 5 ช่วงนี้ถ่ายรูปง่ายขึ้น ก็จะหลงตัวเองหน่อย เพราะมีคนทักเยอะว่าสวยขึ้น (สวยบางมุมเท่านั้นแหละ) แต่หารู้มั้ยว่าหายนะกำลังจะมาแล้ววววว 

 

line-12

July 2011 อายุ 30 ปี 160 cm. 45 kg. 

- ครบ 1 ปี หลังทำจมูกครั้งที่ 2 

- ครบ 6 เดือนหลังจากเติม filler ที่คางครั้งที่ 2 

จะเห็นว่าช่วงนี้โดยรวมยังหามุมถ่ายรูปได้อยู่ แต่ว่าปลายจมูกรูปใสมากขึ้น ปลายจมูกยังแดงอยู่ และเจ็บเป็นบางครั้ง 

 

line-13

line-14

line-15

July 2011 อายุ 30 ปี 160 cm 45 kg

สังเกตต้นขา ช่วงนี้หนักประมาณ 44-45 แต่เป็นคนต้นขาใหญ่ รอบด้าน จะดูหลอกตาในบางมุม แต่ถ้ายืนตรงขาชาชิดกัน ต้นขาจะบียดกันกมาก 

เวลาถ่ายรูปจะได้มุมข้างหรือหน้าตรงแล้วเอาผมมาปิดๆด้านข้าง พอเปิดหน้าปุ๊บ ตายทันที หน้าผากแคบแบน เห็นโหนกคิ้วชัด หน้าบวม ตาดูลึก มีคางเพราะฉีดก็จริง แต่ยังดูปากยื่นอยู่ สันจมูกดูเป็นแท่ง 

ปลายจมูกใส มองเห็นซิลิโคน และดูแหลม 

 

line-29

Jan 2012 อายุ 30 ปี 160 cm 45 kg

เวลาถ่ายรูปต้องหันข้าง และใส่แว่น 

 

line-28

Mar 2012 อายุ 30 ปี 160 cm 45 kg

- ครบ 1 ปี 8 เดือน หลังทำจมูกครั้งที่ 2 

รูปแรกจะเห็นปลายจมูกชัดมากกก 

 

line-30

Apr 2012 อายุ 30 ปี 160 cm 45 kg 

เนื้อปลายจมูกบางลง และปลายจมูกก็แหลมขึ้น 

 

line-17

July 2012  อายุ 31 ปี 160 cm. 45-46 kg. 

- ครบ 2 ปี หลังทำจมูกครั้งที่ 2 

- ครบ 1 ปี 6 เดือน หลังจากเติม filler ที่คางครั้งที่ 2  

ปลายคางจะดูห้อย ปลายจมูกดูเชิ่ดขึ้น 

 

line-18

line-19

line-20

line-21

 

Oct 2012 อายุ 31 ปี 160 cm 45-46 kg

จมูกทรงนี้จะมีสันที่โด่ง ทำให้ใส่แว่นง่าย ไม่หลุด หน้าผากแบนมีโหนกแก้ม แว่นใหญ่ๆ จะช่วยปิดและอำพรางได้ดีระดับนึง เลยเป็นคนที่ติดแว่นมาก ใส่บ่อยจนถึงขั้นแพ้แสงไปช่วงนึง ขาใหญ่มาก เป็นคนซ่อนรูป ไขมันขึ้นทุกส่วน หุ่นอวบ แต่มีเอว 

 

line-16

Nov 2012 อายุ 31 ปี 160 cm 45-46 kg

- วันที่ 7 และวันที่ 14 หลังจากทำจมูกเป็นครั้งที่ 3 เปลี่ยนซิลิโคนอันใหม่ และใช้กระดูกอ่อนหลังหูรองที่ปลายจมูก 45,000 บาท (หมอคนเดิม) 

เนื่องจากมีอาการเจ็บที่ปลายจมูกถี่ขึ้นเรื่อยๆ จึงตัดสินใจเข้าไปปรึกษาคุณหมอ และหมอแนะนำให้เปลี่ยนซิลิโคนใหม่ และใช้กระดูกอ่อนหลังหูรองที่ปลายจมูก เพราะว่าเรามีเนื้อจมูกน้อย และ บาง บอกหมอว่า อยากให้หน้าหวานๆ  

หลังจากทำได้ 7 วัน ที่สันจมูกมีอาการเลือดคั่ง หมอจึงเจาะและดูดเลือดออก ขอบอกว่าเจ็บมาก !!! 

 

line-22

line-23

Nov 2012 อายุ 31 ปี 160 cm 45-46 kg.

- หลังจากทำจมูกครั้งที่ 3 ครบ 1 เดือน ยังบวมอยู่มาก 

นมแบน ก้นไม่มี ต้นขาใหญ่ แต่โชคดีที่มีเอวเว้าเข้าไปนิดนึง  จมูกยังบวมมาก ไปเที่ยวต้องใส่แว่นถ่ายรูปตลอด ถ่ายรูปเสร็จก็รีบถอด 

 

line-31

Jan 2013 อายุ 31 ปี 160 cm 45 kg 

- หลังจากทำจมูกครั้งที่ 3 ครบ 3 เดือน 

สันจมูกยังใหญ่อยู่ ปลายจมูกยังดูกลมๆ โตๆ 

 

line-37

Jan 2013 อายุ 31 ปี 160 cm 45 kg 

ปลายคางเริ่มห้อยมากขึ้น อยู่ๆ จะรู้สึกเจ็บขึ้นมา 

 

line-35

Feb 2013 อายุ 31 ปี 160 cm 45 kg 

คางที่ฉีด Filler เริ่มปวดถี่ขึ้นเรื่อยๆ 

 

line-32 

Apr  2013 อายุ 31 ปี 160 cm 45 kg 

หลังทำจมูกครั้งที่ 3 ครบ 6 เดือน 

เอา Filler ที่คางออก และเสริมซิลิโคนที่คาง 50,000 บาท 

วันที่ 15 เมษา หลังผ่าตัด 1 ชม. แรก – 2 วันหลังผ่า 

ไปพบคุณหมอที่ทำจมูกให้ เพื่อเช็คอาการจมูก เพราะรู้สึกว่าจมูกยังดูใหญ่อยู่หมอบอกว่า ทำได้แค่นี้เป็นเพราะพื้นฐานเรา ให้ไลท์ดั้งเอา (เงิบกับคำตอบ แต่ก็ช่างมัน)  

และหมอแนะนำให้ขูด filler ทันที ให้งดน้ำและอาหาร และรอผ่าภายในวันนี้   

ตอนนั้นหมอผ่าอยู่หลาย รพ. แต่เราเลือก รพ.ที่แพงสุดและดีที่สุด เหราะห่วงเรื่องความปลอดภัย 

ตอนที่ไปปรึกษาหมอไม่ได้เตรียมเงินสดไปมีแต่บัตรเครดิต เลยต้องให้คนที่บ้านเอาเงินสดมาให้ และมาขับรถกลับบ้าน 

จำได้ว่ามาหาหมอช่วงบ่าย รอผ่าตัดจนถึงเกือบเที่ยงคืน เพราะช่วงนั้นหมอจะคิวแน่นมาก 

 

line-33

3-4 วันหลังผ่า เป็นวันที่บวมที่สุด 

 

line-34

7 -14 วันหลังผ่า …วันที่ 7 หลังผ่าต้องไปเจาะเลือดคั่งออก บวมมาก 

 

line-38

Jul 2013 อายุ 32 ปี 160 cm. 45 kg.

- 3 เดือน หลังผ่าตัดเสริมคาง 

ยังมีอาการบวมอยู่มาก ยังมีรอยเหลืองๆ หลังผ่าตัด ต้องแต่งหน้าปิด 

หมอบอกว่าเป็นเพราะขูดเอาฟิลเลอร์ออก จะเข้าที่ช้ากว่าเคสปกติ รูปทั้งหมดคือทริปเดียวกัน ช่วงระยะเวลาห่างกันไม่กี่วัน ถ่ายรูปต้องใส่แว่น และเอียงข้าง 

 

line-39

Aug 2013 อายุ 32 ปี 160 cm. 45 kg. 

- 4 เดือนหลังจากเสริมคางด้วยซิลิโคน 

อาการเริ่มดีขึ้น เริ่มดูเป็นธรรมชาติขึ้น แต่หน้าตรงจะเห็นได้ชัดว่าคางเบี้ยว 

 

line-36

oct 2013 อายุ 32 ปี 160 cm.. 45 kg. 

- หลังจากเสริมซิลิโคนที่คางครบ 6 เดือน 

คางเล็กลงมากแต่ยังเบี้ยวอยู่ 

 

line-40

Nov 2013 อายุ 32 ปี 160 cm. 46-47 kg. 

- หลังจากเสริมคางด้วยซิลิโคนครบ 7 เดือน 

ช่วงนี้อยู่ญี่ปุ่น กินเยอะมากน้ำหนักขึ้น หน้าจะดูบวมมาก เวลาถ่ายรูป ต้องหันข้าง หรือเอาผมมาปิดๆ 

 

line-41

Jan 2014 อายุ 32 ปี 160 cm. 45 kg. 

- หลังจากเสริมคางด้วยซิลิโคนครบ 9 เดือน 

คางเริ่มเล็กลง แต่ก็ยังเบี้ยวอยู่ หน้าบาน หามุมถ่ายรูปยาก รู้สึกหงุดหงิด จมูกก็ดูใหญ่  ทุกส่วนบนหน้าดูเบี้ยวไปหมด อยากมีหน้าเล็กๆ โดยเฉพาะโหนกแก้ม เป็นส่วนที่หงุดหงิดใจมาก 

ช่วงนี้เลยหาข้อมูลเกี่ยวกับการตัดโหนกแก้มเป็นพิเศษ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยศึกษาเรื่องตัดโหนกแก้มอยู่บ้าง แต่กลัวเพราะเป็นการผ่าตัดใหญ่ และต้องวางยาสลบ (กลัวตายนั่นเอง 5 5 5) แต่ตอนนี้กลัวไม่สวยมากกว่า >_< 

line-42

Feb – May 2014 อายุ 36 ปี 160 cm 41-43 kg. 

ช่วงเดือน ก.พ. น้ำหนักเริ่มลดค่ะ เรียนถ่ายรูป ออกทริป เดินทางบ่อย กิจกรรมเยอะ และเป็นโรคกรดไหลย้อน 

เริ่มแพลนที่จะไปตัดโหนกแก้มและทำจมูกที่เกาหลี เลยรีบรักษาอาการกรดไหลย้อน อย่างเคร่งครัดมาก อาการหายภายใน 1-2 เดือน  

ช่วงเดือน เม.ย. มีปัญหากับแฟน(เก่า) น้ำหนักลดลงไปอีกเหลือ 40-41 kg. หน้าดูเล็กและเรียวขึ้น ยิ่งทำให้เห็นโหนกแก้มชัดขึ้น จมูกดูโตขึ้นหน้าดูไม่ค่อยหวาน ไม่สมส่วน ถ่ายรูปได้ไม่กี่มุม 

 

line-43

 

June 2014 อายุ 33 ปี 160 cm. 40 kg. 

พิษรักทำให้เหลือแต่หัว นมแบน ก้นลีบ รูปถ่ายในวันที่จะเข้าผ่าตัด ประมาณกลางเดือน มิ.ย. 

 

line-44 (1)

หลังจากผ่าตัด ชม.แรกๆ เพื่อนสนิทบินมาเฝ้าและให้กำลังใจ ตอนที่เราเข้าผ่าตัด เพื่อนเป็นห่วงมากเครียดจนเป็นโรคกระเพาะ พยาบาล ล่าม และน้องคนไทยอีกคนน่ารักมาก พาเพื่อนเราไปกินข้าว และหาซื้อยาให้ 

ตอนที่จะเข้าไปผ่าตัด เค้าให้เราไปนอนบนเตียงในลิฟท์ มีเจ้าหน้าที่มารับและฉีดยานอนหลับในนั้นเลย หลับไปเลย ตอนนั้นดีใจคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี ไม่ต้องเห็นห้องผ่าตัด แต่จริงๆแล้วเราควรจะเห็น ว่าเค้าจะพาเราไปไหน และสถานที่ผ่าตัดสะอาด พร้อมมากแค่ไหน 

หลังจากฟื้นมาแรกๆ ยังรู้สึกเบลอๆ มันชา ยังไม่รู้สึกเจ็บเท่าไหร่ อาจจะเพราะยาแก้ปวด แต่ช่วง ชม.แรกๆ จะเจ็บคอ และแสบคอมาก คอแห้งสาก ดื่มน้ำไม่ได้ หมอให้งดน้ำ อาหาร 6 ชม. ให้นั่งหายใจเข้า-ออก เพื่อที่จะให้ก๊าชยาสลบออกจากปอดให้มากที่สุด  

ง่วงก็หลับไม่ได้ พยาบาล และเพื่อน คอยปลุดตลอด ให้หายใจเอาก๊าชยาสลบออก พอช่วงเกือบสว่างดีขึ้นเดินไปเข้าห้องน้ำเองได้  ประคบเย็นต้องประคบไว้ทั้งคืน 

เป็นการผ่าตัดศัลยกรรมครั้งแรกในเกาหลี ครั้งที่ 6 ในชีวิต และเป็นการผ่าตัดใหญ่ที่สุดที่เคยทำมา

ทำไมถึงเลือกทำที่นี่ ?

เพราะเทคนิค เครื่องมือทางการแพทย์ หมอ และอะไรต่างๆ ของเกาหลีเค้าพัฒนาไปไวกว่าที่อื่นมาก และคนเกาหลีเองก็มีปัญหาทางด้านกระดูกโครงหน้ามาก เค้าจึงขึ้นชื่อทางด้านนี้ 

ตอนที่เรามาทำ เราเป็นรุ่นแรกๆเลยก็ว่าได้ ที่มาทำแล้วรีวิว ไปย้อนดูได้ว่า เป็นคนแรกที่ลงรีวิวศัลยกรรมเกาหลี และผันตัวเองมาเป็นเอเจนซี่ และหลังจากนั้นไม่นานก็มีคนไทย มาทำกันมากขึ้น เปิดเผยมากขึ้น จนปัจจุบันมีคนที่มาทำอาชีพนี้เยอะมาก  

ช่วงก่อนที่จะมาทำ หาข้อมูลคนไทยที่มาทำไม่ค่อยมี จะมีเรื่องเกี่ยวกับศัลยกรรมเกาหลีอยู่ไม่กี่เรื่อง มีเอเจนซี่อยู่ 3-4 ที่ ที่รับคนไทยมาศัลยกรรมเกาหลี แต่เอเจนซี่ที่จดทะเบียนถูกต้อง จะมีอยู่ 2-3 ที่ แต่เจ้าของเป็นคนเกาหลี และอีกที่ก็เป็นเจ้าของ บ.เป็นคนเกาหลี โดยมีคนไทยช่วยบริหาร เราหาข้อมูลจกเวปนอกบ้าง แต่ต้องยอมรับว่า ข้อมูลตอนนั้นไม่ได้มีมากเท่าตอนนี้ เลือกที่นี่เพราะคิดว่าโครงหน้าที่นี่เก่งที่สุด (จากข้อมูลทาง internet ) และพอดีได้พูดคุยกับล่ามไทย ที่เป็นคนเกาหลี และคนไทย ด้วยความที่เจอคนไทยด้วยกันก็อุ่นใจ และคิดว่าข้อมูลตัวเองแน่นพอสมควรเลยมั่นใจ >_<" 

รายการผ่าตัด 

- ทำจมูกครั้งที่ 4 ราคา 8 ล้านวอน 240,000 บาท 

- ตัดโหนกแก้ม 7 ล้านวอน 210,000 บาท 

- ร้อยไหมละลาย เลเซอร์ไขมันที่หน้า 4.5 ล้านวอน 135,000 บาท 

รวม 19.5 ล้านวอน 585,000 บาท 

การผ่าตัดกระดูกโครงหน้า ต้องนอนที่ รพ. 1 คืนค่ะ 

 

line-45

หลังจากผ่าตัด วันที่ 1 ไม่รู้สึกเจ็บปวดแต่จะรู้สึกตึงๆหน้า 

 

line-46

วันที่ 2 หลังจากผ่าตัด ออกไปเดินเที่ยวกับเพื่อน   

ทาง รพ.จะออกใบสั่งยาให้เราไปซื้อที่ร้านขายยา เค้าจะจัดมาให้เป็นชุด เช้า – กลางวัน – เย็น 

เจนเป็นรุ่นที่ทำตั้งแต่หมอสั่งยาให้ทาน 14 วัน ครั้งละประมาณ 10 เม็ด ขยาดยามาก แค่จะเอายาเข้าปากก็จะรู้สึกอยากจะอาเจียนแล้ว ตอนนี้เค้าลดยาลงมาน้อยลงและทานแค่ 7 วัน 

 

line-47

วันที่ 3 หลังจากผ่าตัด วันนี้หน้าตึงมาก บวมมาก ตอนกลางคืนเข้าวันที่ 3 บวมสุด

เข้าไปเช็คอัพที่ รพ.ทำความสะอาดแผล แกะเทปที่ติดกรอบหน้าออก และทำทรีทเม้นลดบวม 

คนเกาหลีแนะนำให้ดื่มชาข้าวโพลดบวม 

 

line-48

วันที่ 7 หลังจากผ่าตัด วันนี้มีนัดให้เข้าไปเช็คอัพ และแกะเฝือกที่จมูก ตัดไหมข้างหู (ที่ตัดโหนกแก้มทั้ง 2 ข้าง) ใต้คาง (ที่ทำการดูดไขมันหน้า เหนียง )

 

line-49

หลังผ่าตัด วันที่ 10-14 

มีผื่นแดงขึ้นตามตัว คันมาก เลยกลับเข้าไปพบหมอ คาดว่าจะมาจากการแพ้ยา หมอเลยสั่งยาให้ใหม่ 

ตัดไหมในปากหลังครบ 14 วัน 

 

line-50

หลังผ่าตัดประมาณ 3-4 อาทิตย์ อาการบวมจยุบๆ บวมๆ วันไหนทานรสจัดตื่นมาหน้าก้จะบวมมากกว่าปกติ 

 

line-51

Dec 2014 อายุ 33 ปี 160 cm. 43.5 kg. (ผ่าตัดครั้งที่ 7)

- 12 ล้านวอน 360,000 บาท 

 

เสริมหน้าอก ทรงกลม ยี่ห้อ Allergan รุ่น Natrelle ผิวทราย(ไม่ต้องนวด) 295 cc  จากเดิม A cup ไม่เต็มค่ะ 

หลังจากผ่าตัดพักฟื้น 2-3 ชม. ก็กลับบ้านได้ค่ะ มีเดรน (ท่อระบายเลือดติดอยู่ ต้องมาเอาออกในวันถัดไปค่ะ)

ในรูปจะเป็นแผล 7วันหลังผ่าตัด รูปวามือล่าง เป็นรูป 2 เดือนหลังผ่าตัด เปิดแผลใต้ราวนมค่ะ ซิลิโคนรุ่นนี้จะนิ่มเต็มที่ครบ 2 ปีหลังผ่าตัด คุณหมอจะให้กล่องกลับบ้านด้วยนะคะ 

การทำหน้าอกจะสามารถเปิดแผลได้ 4 ที่  สะดือ หัวนม ใต้ราวนม และรักแร้ แต่ส่วนที่นิยมมากที่สุดจะเป็นใต้ราวนมและรักแร้ 

ถ้าหากเราต้องการเสริมซิลิโคนขนาดใหญ่หมอจะแนะนำให้เปิดแผลที่ใต้ราวนมค่ะ 

# ข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับการศัลยกรรมหน้าอก ที่เจนเขียนไว้ fb : jennydollita 

CLICK >> https://www.facebook.com/jenny.dollita/videos/a.10208426093070773.1073741982.1259583142/10210635419782560/?type=3

 

วิธีผ่าศัลยกรรมหน้าอก จะมีหลายวิธีค่ะ 

- ทั้งผ่าตัดลดขนาดเต้านม (สำหรับผู้หญิง หรือคุณทอมหล่อทั้งหลายนั่นเอง ที่ไม่ต้องการมีหน้าอก) 

- ผ่าตัดเสริมหน้าอกสำหรับชายที่ต้องการเปลี่ยนเป็นหญิง จะยากหน่อยตรงที่ต้องสร้างฐานหน้าอกด้วย ให้เหมือน ญ มากที่สุด

- ผ่าตัดลดขนาดหน้าอก สำหรับผู้ที่มีหน้าอกใหญ่เกินไป 

- ผ่าตัดยกกระชับหน้าอก จะมีมั้งวิธีกรีดใต้ราวนม กรีดหัวนม กรีดแบบตัว T ขึ้นอยู่กับลักษณะของแต่ละเคส บางเคสอาจจะทำพร้อมกับการเสริมวัสดุด้วย 

และวันนี้จะมาพูดถึง  

- การศัลยกรรมเพื่อเพิ่มขนาดหน้าอก จะมี 2 วิธี  

1.โดยการฉีด มีทั้งฉีดสารต่างๆ เช่น filler หรือ ไขมันตนเอง 

ไม่แนะนำการฉีดสารแปลกปลอมทุกชนิดเข้าที่หน้าอกนะคะ ยกเว้นการฉีดไขมัน เพราะจะปลอดภัยกว่าสารอื่นๆ แต่จะไม่บอกว่าปลอดภัย 100% นะ เพราะต้องจำไว้ว่า 

"ศัลยกรรม = เสี่ยง ไม่มีคำว่า 100%" 

ส่วนการฉีดไขมันที่หน้าอก วิธีนี้จะมีข้อจำกัด ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการมีขนาดหน้าอกที่ใหญ่ขึ้นมากนะคะ เพราะว่าการฉีด ไขมัน ไม่สามารถฉีดได้มากเกินไป อาจจะเสี่ยงต่ออาการอักเสบ หน้าอกมีโอกาสที่จะไม่เท่ากันทั้ง 2 ข้าง เพราะเราไม่สามารถควบคุมการยุบของไขมันได้ (ตามปกติ ไขมันที่ฉีดเข้าไปจะหายไป 50% หรือมากกว่) 

2.การเสริมวัสดุเทียม หรือ ซิลิโคน 

ตอนนี้มีหลายคยสอบถามว่า มันมีวัสดุตัวใหม่ คือ การเสริมเจลค่ะพี่ไม่ใช้ซิลิโคน ไม่ต้องนวด 

มันคือ Cohesive Gel ค่ะพี่ 

สติค่ะลูก วัสดุที่ห่อเจลที่หนูว่า มันคือซิลิโคนอีกทีนะคะ เจลมันอยู่ข้างใน

Cohesive Gel เป็นซิลิโคนเจล ที่มีความหนาแน่นสูง เนื้อเจลจะเกาะกันแน่นอเป็นเนื้อเดียว ไม่ไหลออกมาภายนอก หากเกิดการรั่วซึม หรือถุงเต้านมเทียมเกิดการฉีกขาด และจะมีการคงรูป แม้ร่างกายเกิดการเคลื่อนไหว 

ปัจจุบันได้มีการผลิตซิลิโคนเจลออกมาทั้ง ผิวเรียบ และผิวทราย 

ผู้ผลิตซิลิโคนหลายยี่ห้อ ได้พัฒนาวัสดุซิลิโคนเจลออกมาเรื่อยๆ แต่ละรุ่น ก็จะมีความหนาแน่น ของเจลแตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็น Mentor , Allergan ที่เราคุ้นหูกันดี 

Allergan ได้ผลิตถุงซิลิโคนเจล แบบไม่ต้องนวด ภายใต้ชื่อแบรนด์ Natrelle เป็นซิลิโคนทรงกลม ผิวทราย ที่มีการใช้สาร Biocell ประกอบในการผลิต ซึ่งช่วยลดการเกิดพังผืด 

 ซิลิโคนที่เสริมหากเป็น Cohesive Gel ไม่ต้องนวด ใช่หรือไม่ 
- ต้องถามกับหมอที่เสริมให้เราค่ะ ว่าต้องนวดไหม เพราะมันมีหลายประเภทมาก หรือเราต้องเอาชื่อรุ่นไปเสริ์ชดูรายละเอียดจากเวปไซส์ของบริษัทถุงเต้านมเทียมอีกครั้ง ส่วนใหญ่ ถุงเต้านมเทียมที่เป็นผิวเรียบ ต้องนวตลอดชีวิต เพราะผิวสัมผัสเรียบๆ ทำให้เกิดพังผืดห่อ รัด ได้ง่าย

ซิลิโคนเจล จะมีหลายประเภทโดยการพัฒนาจาก บริษัทผู้ผลิตถุงเต้านมเทียมต่างๆ 

Motiva ผลิตซิลิโคนเจลที่มีความหนาแน่นสูง ภายใต้ชื่อ Progressive Gel และล่าสุดพัฒนาตัว Progressive Gel Ultima ที่กล่าวว่า เป็นซิลิโคนเจลผิวทรายที่มีสัมผัสละเอียดที่สุด และเจลที่เคลื่อนไหวไปตามการเคลื่อนไหวของร่างกาย เวลานอนจะไม่เป็นบล็อคเหมือนถ้วยคว่ำ และไม่ต้องนวด 

 ซิลิโคนจะต้องนวดหรือไม่ขึ้นอยู่กับลักษณะผิวสัมผัส เพื่อความแน่ชัด ต้องถามหมอผู้จะทำการผ่าตัด 

 ถุงต้านมเทียม มีหลายรูปทรง 
- ทรงหยดน้ำ 
- ทรงกลม 
- ทรงลูกพีช 
*** การเลือกรูปทรง และขนาด ควรให้หมอแนะนำที่เหมาะสมกับลักษณะเต้านมเดิมของคนไข้ โดยพิจารณาจากลักษณะหน้าอกเดิม และผิว

 การเสริมหน้าอกเสริมให้สวย ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด 
การที่มีขนาดที่เหมาะสมกับสรีระของร่างกาย ดีที่สุด ตัวเล็ก แต่หน้าอกใหญ่เกิน ก็ไม่สวย แถมปัญหาปวดหลังจะตามมา 

หมอบางคนจะดูความโค้งเว้า ของร่างกาย สะโพก หรือรูปร่างโดยรวมด้วย 
บางเคส อาจจะต้องดูดไขมันที่ต้นแขน หรือ ปีกบรา ขอบบรา เพื่อไม่ให้มีเนื้อส่วนเกิน เวลาใส่ยกทรง 

แผลผ่าตัด 

- ปานนม (มีโอกาสสูญเสีย ความรู้สึก แต่บางเคสที่ต้องการกระชับหน้าอกที่หย่อนคล้อยนิดหน่อย พร้อมการเสริมวัสดุเทียม 
- ใต้ราวนม … เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุด พักฟื้นไว กล้ามเนื้อบาดเจ็บน้อยกว่าวิธีอื่น เสริมขนาดใหญ่ได้ แต่มีข้อเสีย ถ้าหากเป็นคีรอยด์ง่าย จะเห็นชัด 
- รักแร้ … ไม่เหมาะกับการเสริมวัสดุเทียมขนาดใหญ่ 
- สะดือ (ไม่นิยม)

*** เคสที่ผิวหนังบางอาจจะต้องเสริมวัสดุเทียม พร้อมกับฉีดไขมัน 

*** คนที่มีหน้าอกห่าง หรือ ตำแหน่งหัวนม2 ข้าง ไม่เท่ากัน อาจจะต้องทำการผ่าตัดย้ายหัวนม เพื่อให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม 
ตัดไหม

**** เสริมหน้าอก วัสดุ+ ฝีมือหมอ+สถานที่+อุปกรณ์ + การดูแลหลังผ่าตัด ทุกอย่างสำคัญ 

 

 

line-52

Mar 2015 อายุ 33 ปี 160 cm. 45 kg.  (ผ่าตัดครั้งที่ 8)

- ทำจมูก ครั้งที่ 5 ราคา 15 ล้านวอน 450,000 บาท 

- เติมไขมันหน้าผาก ขมับ 2.5 ล้านวอน 75,000 บาท (ราคาเหมาฉีด 2 ครั้ง)

 

line-53

line-54

line-55

line-56

เติมไขมันหน้าผากครั้งที่ 2 

 

line-57

Sep 2015 อายุ 34 ปี 160 cm. 45 Kg. (ผ่าตัดครั้งที่ 9)

- ผ่าตัดแก้ไขโหนกแก้มครั้งที่ 2 ราคา 7+3 = 10 ล้านวอน 300,000 บาท 

- วีไลน์ (กราม ,คาง) 10 ล้านวอน 300,000 บาท 

- เอาซิลิโคนที่คางออก 1.5 ล้านวอน 45,000 บาท 

รวม 21.5 ล้านวอน 645,000 บาท  

*** รูปด้านบนเป็นรูปก่อนผ่าตัดค่ะ 

ตอนแรกๆหลังจากเสริมคางมาก็ดูสวยขึ้น ช่วงที่ทำโครงหน้าครั้งแรก ทำแค่โหนกแก้ม ยังไม่ตัดสินใจทำวีไลน์เพราะตอนนั้น โดยรวม คางยังดูโอเคอยู่ กรามก็ไม่ได้ใหญ่ คางจะเริ่มดูเบี้ยว ถ้ามองจากด้านข้างจะดูป็นก้อนๆ คือซิลิโคนที่เสริมคางเริ่มบิดตัว ไม่มีน็อตยึด ถ้าดูจากรูปที่ CT Scan จะเห็นว่า ซิลิโคนลักษณะคล้ายสี่เหลี่ยม ถ้าหมุนดูรอบๆ ด้าน จะเห็นว่า มีรูปทรงคล้ายก้อนยางลบ  

ส่วนรูปแถวล่างขวามือสุด เป็นรูป X-Ray โหนกแก้มหลังจากผ่าตัดครั้งที่ 1 ค่ะ 

ถ่ายมุมเงย ถ้ามองขึ้นไปจะเห็นว่า ส่วนโหนกแก้มด้านซ้ายถูกเลื่อนเข้าไปมากว่าด้านขวามือ (มองด้านข้างกะโหลกนะคะ ฝั่งซ้ายยุบเข้าไป ฝั่งขวายื่นออกมา) 

คือ โหนกแก้มทั้งสองข้างไม่เท่ากัน  

ปัญหาตอนนี้คือ หลังจากทำโหนกแก้มมาแล้ว ยังไม่เท่ากัน อย่างชัดเจน และเป็นเคสที่สามารถผ่าตัดแก้ไขได้ จะมองว่าเป็นข้อผิดพลาดทางการแพทย์มั้ย มันไม่ได้มีปัญหากระดูกแตก กระดูกไม่ต่อ แต่งานออกมายังไม่ได้ผลเท่าที่ควรจะเป็น และ เป็นเคสที่สามารถผ่าตัดอีกครั้งเพื่อปรับให้โหนกแก้มข้างที่ยังยื่นออกมาให้เข้าไปได้อีก … ส่วนคาง เบี้ยวซิลิโคนบิดตัว  

เจนได้ติดต่อกลับไปที่ รพ.เพื่อขอแก้ไข และต้องการเปลี่ยนหมอ (หลังจากเข้ามาทำงานเป็นเอเจนซี่ และมีคนรู้จักภายใน ก็ทำให้เราทราบข้อเท็จจริงมากขึ้น และ จะทราบว่าหมอคนไหนที่มีฝีมือ จริง) 

ทาง รพ.ให้เจ้าที่ ที่ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทย์ มาเจรจา อายุประมาณรุ่นป้า ดูดุๆ หน่อย แกแจ้งว่า ถ้าจะแก้ไขกับหมอท่านเดิม จะคิดค่าผ่าตัดเท่ากับเคสแรก แต่ถ้าต้องการเปลี่ยนหมอ ต้องจ่ายค่าแก้ไขเพิ่ม  …เราตัดสินใจเปลี่ยนหมอ และ จ่ายค่าแก้ไขเพิ่ม 

ค่าผ่าตัดโหนกแก้ม 7 ล้านวอน (210,000 บาท) + ค่าแก้ไข 3 ล้านวอน 90,000 บาท รวม 10 ล้านวอน 300,000 บาท 

ถ้าเป็น คนไข้ หรือ คนสนิท จะทราบว่า เราจะปฎิเสธเคสคนไข้ ที่ติดต่อเข้ามาว่า จะผ่าตัดกับหมอคนที่ผ่าตัดให้เราครั้งแรกตลอด 

 

line-59

ก่อนเข้าผ่าตัด และหลังผ่า 1 วันค่ะ งดน้ำและอาหาร 8 ช.ม. ก่อนเข้าผ่าตัด รายละเอียดการเตรียมตัวต่างๆ จะลงไว้ท้ายรีวิวนะคะ 

เจนเป็นเคสที่ต้องเอาซิลิโคนที่คางออก และยังมี filller พังผืด ที่เหลือออกด้วย หลังจากฟื้นจากการผ่าตัด ชม. หลังจากฟื้นจาการผ่าตัด ชม.แรกๆ จะมีอาการปวด ตุบๆ ที่คางค่ะ เป็นเคสที่ต้องต้องตัดกระดูกคางแบบตัว T ทำให้คางเล็กลงและเลื่อนคางออกมาด้านหน้า เพราะคางเดิมหลบค่ะ 

 

line-60

เจนจะเป็นคนที่ดูแลตัวเองหลังผ่าตัดอย่างเคร่งครัด 

ทานโจ๊กบด ในช่วง 7 วันแรก หลังจากนั้นจะเริ่มทานข้ามต้ม ใส่หมูหยอง 

กล้วย ไข่ตุ๋น ปลา พวกอาหารนิ่มๆ ค่ะ 

ทานยาตามเวลาที่กำหนด ช่วงที่ต้องทำงานก็จะพกกล้วย หรือ มันเผา ไว้ทานเพื่อจะได้ทานยา 

…เจนจะเว้นช่วงที่ต้องทานยา ประมาณ 6-8 ชม.  เช่น ตอนเช้าทาน 6:00 น. มื้อกลางวันจะเป็น 12:00 -14:00 มื้อเย็นจะเป็น 18:00 – 20:00 ประมาณนี้ค่ะ 

 

line-61

วันที่ 3-4 หลังจากผ่าตัด จะเป็นวันที่บวมสุดค่ะ  

หลังจากผ่าตัด เจนจะพัก 1 วัน หลังจากนั้นก็ออกไปทำงาน ไปดูแลลูกค้าปกติค่ะ มันจะรู้เหนื่อยง่ายกว่าปกติ แต่สามารถทำงานได้ ให้ระวังเรื่องอาหาร ทานยาตามเวลา และอย่ายกของหนัก รวมถึงหลีกเลี่ยงแสงแดดด้วยนะคะ เพราะว่า บริเวณผิวที่มีรอยช้ำ หากโดนแสงแดดกระทบโดยตรง และ นานๆ จะทำให้ผิวเกิดการเปลี่ยนสีได้ค่ะ 

 

line-58

หลังจาก ผ่าตัดได้ 14 วันค่ะ อาการบวมยังมีเยอะอยู่  

ดูจาก X-Ray จะเห็นว่า ส่วนคางถูกเลื่อนออกค่ะ และส่วนโหนกแก้มทั้งสองข้างถูกเลื่อนเข้าไป หมอปรับเลื่อนเข้าไปทั้งสองฝั่งค่ะ ดูที่ฝั่งขวาถูกเลื่อนเข้าไป ชัดเจน 

*** แต่หมอแจ้งมาว่า ไทเทเนียมหรือน็อตที่ยึดโหนกแก้มไว้ อันเก่าหมอไม่สามารถเอาออกได้หมด จะเหลือข้างละ 1 ตัว อยู่ใกล้กับขมับทั้งสองข้าง มันถูกฝังลึก และจมในลงไปในกระดูก ซึ่งตรงนี้ ก่อนที่จะผ่าตัดรอบนี้ เจนได้ปรึกษากับหมอจากหลายๆ ที่ว่า อาจจะเอาออกไม่ได้ เพราะแต่ละ รพ. ส่วนมากจะสั่งผลิตไทเทเนียมหรือน็อตแบบพิเศษ เครื่องมือที่จะเอาออกเป็นเครื่องมือแบบเฉพาะ แต่มีอยู่ 1 ที่ ที่แจ้งว่าสามารถเอาออกได้ เราไม่ได้ไป เพราะว่าค่าผ่าตัดค่อนข้างสูง 

 

line-63

Nov. 2015 อายุ 34 ปี 160 cm. 43 kg. (ผ่าตัดครั้งที่ 10)

- ทำเอนโดไทน์ ยกคิ้ว 8 ล้านวอน 264,000 บาท 

เป็นคนที่ตากับคิ้วใกล้กันมาก ไม่ค่อยมีพื้นที่บริเวณเปลือกตา และหน้าผากแคบ เลยใช้วิธีนี้ค่ะ  แต่ข้อเสียของวิธีนี้คือ จะได้ผลประมาณ 2 ปีและจะค่อยๆ คล้อยลงมาค่ะ  

รายละเอียดเพิ่มเติมจะไปแทรกไว้ใน กรทำเอนโดไทน์รอบ 2 นะคะ 

 

line-62

line-64

Jan 2016 อายุ 34 ปี 160 cm 45 kg (ผ่าตัดครั้งที่ 11) 

- Accu Sculpt ดูดไขมันหน้า 5.5 ล้านวอน 165,000 บาท 

- ร้อยไหมไม่ละลาย 6.6 ล้านวอน 198,000 บาท

รวม 12.1 ล้านวอน 363,000 บาท 

เป็นครั้งแรกที่เจนผ่าตัดกับทาง DA Plastic Surgery หลังจากส่งคนไข้ไปแล้วหลายต่อหลายเคส 

ช่วงนั้นเราส่งคนไข้ อยู่หลาย รพ. แนะนำตามงบค่าผ่าตัด กลุ่มลูกค้าที่มาดีเอ จะเป็นกลุ่มที่มีกำลังมากขึ้นหน่อย เพราะว่าค่าผ่าตัดที่นี่ราคาสูง ไม่มีโปรโมชั่น เน้นที่ผลงาน ความชำนาญ เครื่องมือทางการแพทย์ครบ 

line-65

การผ่าตัดครั้งนี้ เป็นการผ่าตัดเล็ก วางยานอนหลับค่ะ แต่ก็ต้องตรวจเลือด ตรวจร่างายล่วงหน้า 1 วัน งดน้ำและอาหาร 8 ชม. 

พอมาถึง ร.พ. ก็พบผู้่วยหมอ เซ็นต์เอกสารยินยอมในการผ่าตัด เปลี่ยนชุด และ พบหมอเพื่อดีไซส์หน้า ก่อนเข้าห้องผ่าตัดค่ะ 

หมอวาดเต็มหน้าเลย 5 5 5 

 

line-66

 

line-67

 

line-68

1-7 วันหลังผ่าตัดค่ะ  

เทปที่ติดหน้า พยาบาลจะเอาออกให้ 3-5 วันหลังผ่า แล้วแต่เคสค่ะ ใครยุบบวมไวก็เอาออกได้ไวหน่อย 

การดูดไขมันที่หน้า รอประมาณ 3-4 เกือนขึ้นไปเลยถึงจะเห็นผลชัดเจน เพราะช่วงแรกๆ ส่วนที่ถูกดูด จะแข็งๆ และบวมอยู่ หมอจะดูดไขมันออก และใช้เลเซอร์ช่วยยกกระชับด้วย  

แผลข้างๆหัวที่เหมือนลูกแม็ก จะเอาออก 10 วันหลังค่ะ เป็นแผลที่เกิดจากการร้อยไหม แผลส่วนศรีษะจะใช้วิธีนี้ค่ะ ไม่เจ็บถ้าไม่ไปโดนมัน 

 

10462896_10206098985014526_1523244169288054634_n

Mar 2016 อายุ 34 ปี 160 cm. 46 kg.(ผ่าตัดครั้งที่ 12) 

- ดูดไขมันต้นขา 7.7 ล้านวอน 231,000 บาท

- ฉีดไขมันก้น 9.9 ล้านวอน 297,000 บาท

* รวม 17.6 ล้านวอน 528,000 บาท

Fatgrafting tranfer to Hips & Liposonix for Waist. 

"ดูดไขมันต้นขาไปใส่ก้น และ เลเซอร์ลดไขมันที่เอวด้านข้าง"

ในรูป ด้านบน : ก่อน และ หลังผ่าตัด วันที่ 4 วันนี้เป็นวันที่บวมสุดค่ะ

ระยะบวมสุดดูไม่ค่อยบวมเนอะ แต่สังเกตุที่ขา และข้อเท้าจะบวมมาก 

… เจนใช้เลนส์ ระยะ 35 mm. ถ่าย มุมถ่ายระนาบเดียวกับสายตา เพื่อความไม่บิดเบือนของรูป 

จะทำให้รูปเหมือนตาเห็นมากที่สุด 

… ชุดรัด ช่วงเอวจะหลวม แต่รู้สึกแน่นตั้งแต่ต้นขาลงมา ใส่ทุกวัน จะถอดเฉพาะเวลาอาบน้ำ 

… ตอนนี้มีอาการเจ็บที่แผลที่ดูดไขมัน ขาด้านหน้าทั้งสองจุด เจ็บนิดๆ ตึงๆ

เพราะต้องนอนคว่ำแล้วกดทับแผล ด้านหลังมีแผลอีก 4-6จุดเล็กๆ ไม่ต้องตัดไหมค่ะ แผลเล็กมาก 

*** เจนเคยทำรีวิวไว้ใน Face Book ลิ๊งนี้ค่ะ จะดึงข้มูลออกมาเรียบเรียงให้ในนี้นะคะ 

https://www.facebook.com/jenny.dollita/posts/10206061407075101?refid=13&__tn__=R

 

บันทึก #1 ก่อนเข้าห้องผ่าตัด 
เจนอายุ 34 ย่าง 35 สูง 160 cm. หนัก 46. Kg. เอว 24-24.5"

… 3 เดือนที่แล้ว หนัก 42-43 kg. ปกติ จะหนักขึ้นลงเท่านี้ เอว 23"

เป็นคนตัวบาง ไม่ค่อยมีก้น เลยทานให้น้ำหนักขึ้น พอขึ้น 46 ก้น อก เริ่มแน่นขึ้น แน่นไปทั้งตัว

ไป fitness ได้ประมาณ 2 อาทิตย์ ก่อนผ่าตัด กล้ามเนื้อเยอะขึ้นไขมันเริ่มลง น้ำหนักตัวคงที่ 
… ถามชอบหุ่นตอนนี้มั้ย อยากได้ก้นงอนๆ กว่านี้ ขาเล็กกว่านี้ เอวเล็กกว่านี้ 
… เคยสนใจการฉีดไขมันที่ก้น มานานแล้ว อยากลอง เลยตั้งใจทำน้ำหนัก ให้มากขึ้น เพื่อจะได้มีไขมันไปฉีดที่ก้น

ข้อจำกัดของการผ่าตัด 

- ต้องมีไขมันที่มีปริมาณเพียงพอ แต่การฉีดไขมัน ที่ก้น หรือ หน้าอกนั้น ต้องดูสัดส่วน น้ำหนักตัวของคนไข้ด้วย หากฉีดมากเกินไป จะทำให้เกิดอาการอักเสปได้ง่าย

ถ้าต้องการสะโพกที่ใหญ่มากๆ คุณหมอจะแนะนำให้เสริมซิลิโคนที่ก้นแทน (แต่คุณหมอไม่แนะนำ ซึ่ง เจรเองก็ไม่ต้องการ เพราะซิลิโคนที่ใช้เสริมก้น มีโอกาส ที่จะมีรอยรั่วได้ง่ายกว่าการเสริมหน้าอก และการใช้ชีวิตประจำวันค่อนข้างลำบากกว่า คิดดูว่าเวลานั่ง นั่งทับก้อนอะไรซักอย่าง

ส่วนเอว จริงๆ ไม่ต้องทำก็ได้ เพราะเจนเข้า Gym มี PT คอยดูแล แต่เนื่องด้วย อยากลองเครื่อง Liposonix เลเซอร์สลายไขมัน .. หน้าท้องไม่มีไขมัน นอกจากเอวด้านข้างทั่งสอง จับดึงหนังได้ข้างละ 1" สามาถทำได้ ส่วนไขมันส่วนเกินที่เอวด้านหลังก็ไม่มี ส่วนนี้ก็ลองเครื่องกันไป เอาตัวเองลองเอง ถ้าลองได้ ไม่อยากให้ลูกค้าเป็นคนลอง

 

69

วกกลับมา ช่วง ชม.ที่ 2 หลังผ่า 
… คือ พอเริ่มขยับตัวได้ ก็ลุกขึ้นมา เอาศอกค้ำ เข่าตั้ง ลำตัวขนานพื้น (ขาเจ็บ แต่ศอกยังแข็งแรงอยู่) เหมือนท่าหมายืน 555 คือมันเจ็บแผล ซักพัก ทำสลับ กับ ท่านอนคว่ำ … ให้ลุกขยับตัวบ้างเหอะ มันนอนกดทับแผล แล้วมันเจ็บมากจริงๆ เจ็บจนร้องไม่ออก ทรมานมาก ไม่เอาอีกแล้ว 
… ผ่านไปซักพัก (พักเล็กหรือใหญ่ไม่รู้ เพราะแต่ละวินาที มันผ่านไปช้าเหลือเกิน) ขั้น advance ลุกจากเตียงได้ แต่ยังรู้สึกหน้ามืดอยู่ ฝืนลุก ลุกมายืน โดยมีน้องเยนา พยุงไว้ จริงๆ ก็ไม่เชิงยืนหรอก บอกไม่ถูก เพราะลุกแล้ว ทิ้งหัว ทิ้งตัว น้องมันกอดไว้ 5555 
… ยืนก็เจ็บ แต่เจ็บน้อยกว่า

สรุป ท่าที่ช่วย ลด อาการเจ็บปวด นอกจาก ยา ที่ขอพยาบาล ซึ่งเป็นยาแก้ปวดขั้นรุนแรง ที่ให้แล้วไม่ได้รู้สึกหายเจ็บปวดเลยซักนิด ก็คือ 
… นอนคว่ำ โดยมีผ้าห่มม้วนๆ มาดันไว้ใต้ช่วงท้อง ให้ขาหน้ามันไม่กดทับกับที่นอน สลับลุกมาท่าหมาสี่ขา ลุกยืนโดยมีน้องเยนาพยุงไว้ ในช่วง 2-3 ชม. หลังผ่า (ท่าพวกนี้คิดเอง ทั้งนั้น 5555) 

พอช่วงที่พยาบาลให้จิบน้ำได้ เราก็ไม่กล้า เพราะมี ปสก. แอบดื่มน้ำหลังผ่า แล้วอาเจียน มันทรมานมาก เลยยังแขยงอยู่ ใช้วิธีบ้วนปากเอา แก้อาการขมปาก จากยาสลบ ยาต่างๆ อาการเวียนหัว หน้ามืด ยังเป็นอยู่ 

พยาบาลถอดหน้ากากออกซิเจนออก ช่วง ชม.ที่ 3 หลังผ่า เพราะก่อนหน้านั้น เค้ามาถอดแล้ว เราไม่ยอม 55555 กลัวตาย 

น้องๆ มาเยี่ยมทั้งออฟฟิศ เยนามาเฝ้า สลับน้องแก้ว เบียร์มาเยี่ยม แต่สรุป ไม่ได้กลับซักคน เพราะเราอ้อนเบอร์ใหญ่มาก ชม. นั้นมันทรมานจริงๆ นะ

ล่ามสงสาร บอกว่า 

"โอ้ยพี่เจน กุอยากจะเจ็บแทนพี่ กุไม่รู้จะช่วยพี่ยังไง"

น้องพูดแบบนี้ คือเราน้ำตาจะไหล ซึ้งพูดไม่ถูก แต่มันเจ็บจนร้องไห้ไม่ออก 

"กุบอกแล้วใช่มั้ย ว่าอย่าทำ อย่าทำ" ล่ามตอก (คือ ปีที่แล้ว เจนเคยคิดว่าจะทำ แต่เยนาห้ามไว้ เพราะมันเจ็บมาก) 

"มึงจะพูดถึงเรื่องที่ผ่านมาแล้วทำไมเนี่ย กุตัดสินใจแล้ว กุผ่าแล้ว !!! กุเจ็บ อย่าพูด มันตอกย้ำกุ" 

5555555555555 ทั้งเจ็บ ทั้งทำ ทั้งจะร้องไห้ 

ซักพัก มีคนไข้ มาเพิ่มเตียงข้างๆ เป็นคนจีน มีล่าม มีพยาบาลรุมดูแล เพราะนางร้องไห้ งอแงมาก 

เจน : มันจะร้องทำไมขนาดนั้น กุก็เจ็บ ????

ล่าม : พยาบาลบอก เค้าทำเหมือนพี่เจน 

เจน : เออ ช่างมันงั้น ดีใจด้วยเค้าร้องไห้ออก กุเจ็บจนร้องไม่ออกเนี่ย น่าสงสารเค้าเนอะ มันเจ็บมากจริงๆ ????

ซักพัก ไปส่องดูเค้า 

"อ้าว แค่ดูดไขมันต้นขา ทำน่อง ?????? นี่ฉีดทั้งก้นด้วย ยังไม่ร้องเลย ทำไม ลูกค้าเราดูดต้นขาชิลล์จัง"

ซักพัก ปวดฉี่ 
… จะฉี่ยังไง เค้าห้ามนั่ง ต้องนอนท่าคว่ำ 
… น้องๆ 3 คน พยุงไปเข้าห้องน้ำ 
… ต้องยืนย่อ ฉี่ เอาเข้าจริงไม่ได้ลำบากมากนัก ดีนะที่เข้ายิม พอมีความสตรองบ้าง การฉี่เลยผ่านไปได้อย่างชิลล์ ชิลล์ ไม่ได้หนักอย่างที่คิดไว้ 
… ซักพัก เพลียจน เพลอหลับไป ในท่านอนคว่ำอที่มีผ้าห่มหนุนไว้ใต้ท้อง 
… งีบได้แป๊บนึง เหมือนได้หลับทั้งคืน น้องบอกงีบไป 30 นาทีได้ 
… พยาบาลมาปลุก อะไรซักอย่าลืม 
… จะปลุกหนูทำไมเนี่ย ไม่อยากตื่นมาเจ็บ ????????????
… แต่อาการเจ็บเริ่มทุเลาลงละ 
… น้องๆ ปลุกอีก ให้ย้ายมาพัก ที่ห้องพัก VIP 
… ระหว่างเดินขึ้นลิฟท์ จากชั้น 7 มาชั้น 9 
… คือ นึกออกใช่มั้ยคะ ว่าเด็ก บ.นี้ มันตลกทุกสถานการณ์ 
… น้องเบียร์ มันจับเสาน้ำเกลือเราแล้วเต้นรูดเสาในลิฟท์ 55555 น้องมันคงอยากให้เราขำลืมเจ็บ 
นี่เจ็บกว่าเดิม เพราะขำมันจนเกร็งหน้าท้อง 

เจน: ห้ามรับ ลูกค้าเคสฉีดก้นเลยนะ ทันทรมานมาก เจ็บมาก ไม่เอาแล้ว สงสารเค้า ????

เบียร์ : มึงจะไม่รับไม่ได้นะ รุ่นพี่กุจะมา !!! 

เจน: กุเจ็บ มึงเห็นคนจีนเตียงนั้นมั้ย ดูมันทำแค่ขามันยังร้องไห้ กุนี่เจ็บแบบทนไม่ได้ แต่ต้องทน เจ็บจนร้องไม่ออก ????

เบียร์ : แต่ตั้งแต่กุมา มึงยังไม่หยุดบ่นเลยนะ อีพี่เจน 

55555555555

จำไม่ได้ ว่าย้ายขึ้นมาห้องพักตีไหน พอขึ้นมาก็หลับได้ 2-3 ตื่น พอมีแรง จะเห็นว่า เพิ่งจะจับโทรศัพท์ ตอนตี 4-5 เวลาเกาหลี 

… ตอนนี้ไม่เจ็บแผลที่ต้นขาแล้วค่ะ ก้น ไม่มีอาการเจ็บเลย ตั้งแต่หลังผ่า 

… แต่มาเจ็บเข่าแทน เพราะว่านอนในท่าคว่ำโดยมีผ้าห่มม้วนๆ รองท้องไว้ แล้วแรงกด ไปลงที่เข่า 5555 แต่ก็ปวดๆ นิดหน่อยแค่นั้นเอง 

… พยาบาลบอกว่า ต้องนอนท่าคว่ำ เราจะเกิดอาการเกร็งตัวกว่าปกติ ทั้งกดทับแผล ด้านหน้า เลยเจ็บมากกว่าการดูดไขมันปกติ 

… พอได้สติ ก็รีบถามหาโทรศัพท์ รีบมาเล่า ปสก. ก่อนที่จะลืม เขียนมา 1-2 ชม. คนรอบๆ ข้างสลบกันหมดแล้ว โชคดี ที่ได้ห้อง VIP มีเตียงใหญ่ 2 เตียง แบบโรงแรม มีโซฟา คนเฝ้าหลับสบายเลย 5555

 
ผ่าน 3 ชม. แรกมาแล้ว ตอนนี้ไม่เจ็บแล้วจ้า  
 
 
70
 
รูปซ้าย : หลังผ่าตัดวันที่ 1 ค่ะ กำลังจะกลับบ้าน 
รูปขวา : หลังผ่าตัดวันที่ 2 ค่ะ 

หลังผ่าตัดวันที่ 1 

ช่วงเช้า เจ็บที่เข่า อาจจะเป็นเพราะท่านอน ที่เข่ายันที่นอนไว้ นอนคว่ำ มีหมอน ดันที่ท้อง ไม่ให้แรงกดทับลงที่หน้าขา ตื่นมาประมาณ เที่ยงๆ ไม่เจ็บเข่าแล้ว เดินเล่นรอบห้อง อาการดีขึ้นเยอะมาก ออกจาก รพ.ตอนบ่าย 3 กลับมา ทำอาหารให้น้องๆทาน เดินลำบากนิดนึง เพราะผ้าที่พันขาทั้งสองข้างหนามาก 

… คุณหมอดูดไขมันที่ต้นขาออก ข้างละ 1,000 cc 2 ข้าง รวม 2,000 cc ไขมันที่ต้นขาด้านหน้า และด้านในจะเยอะกว่าส่วนอื่น ขาด้านหลังมีนิดหน่อย 

… นำไขมันไปสกัด ฉีดกลับที่ก้นบริเวณส่วนก้นด้านบน จุดที่ต้องนูนออกมา ข้างละ 300 cc (ฉีดมากเกินไปไม่ได้ อาจจะเกิดการอักเสบ) 

… พรุ่งนี้หมอนัดเช็คอาการ ถอดผ้าพันขา เปลี่ยนใส่ชุดสำหรับกระชับ หลังผ่าตัด

 
หลังผ่าตัดวันที่ 2 
วันนี้ เข้าไปเช็คอัพ ทำความสะอาดแผล เปลี่ยนเทปปิดแผล ใช้เทปกันน้ำ สามารถอาบน้ำได้ ถอดผ้าพันขา ทั้งสองข้างออก เปลี่ยนเป็นชุดรัดรูป หลังผ่าตัด พิเศษตรงที่ ตรงก้นมีรูทั้งสองข้าง ช่วงนี้ให้ใส่ชุดตลอด ประมาณ 1 เดือน 
… แผลผ่าตัด มีด้านหน้า 2 จุด ด้านหลัง 2 จุด ไม่ต้องตัดไหม ไม่มีไหม แผลที่ผ่าตัดเป็นแค่จุดเล็กๆ 
… วันนี้ไปเดินช็อปปิ้ง ประมาณ 5-6 ชม. เดิน ยืน ตลอด เพราะนั่งไม่ได้ 5555 ใช้รถไฟฟ้า เพราะต้องยืน เวลาเดินลำบากนิดนึง เพราะชุดมันรัด เวลาเดินขึ้นลงบันได จะรู้สึกเมื่อยขานิดหน่อย อาการเจ็บน้อยมาก รู้สึกตึงๆ แค่นั้นเองค่ะ 
 
12278951_10206095063116481_7933811606765130972_n
72
 
วันที่ 4 หลังผ่าตัดค่ะ หลังผ่าวันที่ 4-5 จะเป็นวันที่มีอาการบวมมากที่สุด … วันนี้ ขาจะบวมมาก เหมือนอาการบวมไล่ลงล่าง … ชุดรัดที่ใส่ ช่วงเอวหลวม แต่ช่วงขารู้สึกแน่นขึ้น ไม่มีอาการเจ็บหรือปวดค่ะ จะรู้สึกเมื่อยๆ จากชุดรัด เจนอาบน้ำปกติ เพราะมีพลาสเตอร์กันน้ำปิดแผลไว้ แผลไม่เป็นแค่จุดเล็กๆ ไม่มีไหม เลยไม่ห่วง มีด้านหน้า 2 จุด หลัง 4 จุด ช่วงก้น
 
 
73
 
หลังผ่าตัดวันที่ 7. วันนี้เข้ามา check up ค่ะ เริ่มด้วย 

 

 

 

 

 

 

 

 

- check in body (นน.47.7 kg. น้ำหนักขึ้นหลังผ่าตัดเป็นเรื่องปกตินะคะ บวมน้ำ ผลข้างเคียงของยาแก้ปวด ที่หมอใช้ อีกทั้ง น้ำเกลือ ที่เข้าไปแทนที่ไขมันที่ถูกดูดไป นน.จะค่อยๆ ลดลงเองไม่ต้องตกใจ ก่อนผ่าเจนหนัก 46 ดูดไขมันได้ 2,000 cc ฉีดกลับเข้าไป 600 cc แสดงว่า ทิ้งไป 1.4 kg.) 

มวลกล้ามเนื้อ 17.7 ยังอยู่มนเกณฑ์ปกติ ใกล้เคียงกับก่อนผ่า 

- วัดขนาดสัดส่วน ส่วนเอววัดได้ 24" (ภายใน 2-3 เดือน คุณหมอคาดว่า เอวจะลดลง 1" เหลือ 23" แต่เราต้องควบคุมอาหารด้วยนะ) 

- สะโพก ลืม ว่าได้เท่าไหร่ 55

- พบคุณหมอ … อาหารปกติดีหมอแจ้งแบบนี้ 

- ทำเลเซอร์ เอว 2 ชนิด เพื่อช่วยเร่งสลายไขมัน และ กระชับผิว (ส่วนที่ทำ Liposonix) *ถ้าเป็น ลค ต่างชาติ อยู่เกาหลี ได้ 2 อาทิตย์หลังผ่า ทาง D.A จะนัดเข้ามาทำเลเซอร์กระชับต่อ อย่างน้อย 3 ครั้ง 

ยังมีอาการบวมอยู่แต่เห็นชัดว่าต้นขาเล็กลง น่อง กับเท้าบวมมาก วันนี้ตื่นมาหน้าบวมน้อยลงกว่าเมื่อวาน 

เลเซอร์ ตัวแรกช่วยให้ไขมัน ที่ถูกเผาด้วย Liposonix สลายกลายเป็นของเหลว และถูกขับออกมา
ตัวที่ 2 กระชับสัดส่วน รอบนี้นอนหงายไม่ได เลยไม่ได้กระชับหน้าท้อง
 
74
 
ครบ 14 วันหลังผ่าตัด  (รูปที่ 2,3)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

อาการบวมที่เท้าน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ขาเล็กลง ก้นก็เล็กลง แต่ยังคงความบาลานซ์อยู่ รอยช้ำจากการดูดไขมัน เหลือแค่ 10% คิดว่าอีก 2-3 วันรอยช้ำจะหายหมด 

วันนี้ เช็ค in body เหมือนเดิมค่ะ นำ้หนัก 46.6 kg. ลงจาก อาทิตย์ที่แล้ว นิดหน่อย เอวยัง 24" เท่าเดิม คุณหมอบอกว่าต้องรอ 2-3 เดือนถึงจะเห็นผล 

ทำเลเซอร์เหมือนอาทิตย์ที่แล้วค่ะ เพิ่มเติมคือ ฉีดยาเร่งสลายไขมันที่เอว (ละลายไขมันส่วนที่ใช้ Liposonix เข้าไปเผาให้ไหม้) โดนไปข้างละ 5-6 เข็ม  พยาบาลทายาชาที่เอวทั้ง 2 ข้างก่อน แต่เข็มเล็กๆ ไม่เจ็บเหมือนที่คิดเหมือนเอาอะไรมาจิ้มๆ ตอนแรกตีโพยตีพายกลัวเข็ม 

 
 

ในคลิปจะเป็น รีวิวการศัลยกรรมตั้งแต่ครั้งแรก จนถึงครั้งที่ 13 หลังผ่าตัดประมาณ 1 เดือนค่ะ 
 
14519663_10207635405624081_7598884496503676611_n
 
Oct 2016 อายุ 35 ปี 160 cm 44 kg (ผ่าตัดครั้งที่ 13)

- accu sculpt แก้มบน 3.3 ล้านวอน 99,000 บาท

- ฉีดไขมันหน้าผาก ขมับ ร่องแก้ม 5.5 ล้าน + prp 1.65 ล้านวอน = 214,500 บาท

- เย็บมุมปากด้านใน 2.75 ล้านวอน 82,500 บาท 

* รวม 13.2 ล้านวอน 396,000 บาท

 

89

2 feb 2017 อายุ 35 ปี 160 cm 44 kg (ผ่าตัดครั้งที่ 14) 

- ทำเลเซอร์ ยกกระชับผิวหน้า อัลเทอร่า + เทอมาจ 10 ล้านวอน 300,000 บาท  ราคาขึ้นอยู่กับจำนวนช็อตที่ยิงค่ะ 

 

*** รายละเอียดการผ่าตัดครั้งที่ 13-14 ไม่มีอะไรมากนะคะ เจนจะยกไปไว้ในการผ่าตัดใหญ่ ครั้งที่ 15 ค่ะ 

 

คลิปด้านบนเป็นรีวิว ผ่าตัดครั้งที่ 15 ค่ะ 

2017 May 35 ปี 160 cm 44 kg (ผ่าตัดครั้งที่ 15 ) 

- ทำจมูกครั้งที่ 6 ราคา 11.55 ล้านวอน 346,500 บาท

- เติมปาก filler 1.65 ล้านวอน 49,500 บาท

- เปิดหางตา ดึงลง + เอาไขมันเปลือกตาออก 4.4 ล้านวอน 132,000 บาท

- endotine ครั้งที่ 2 ราคา 8.8 ล้านวอน 264,000 บาท

- elasticum ร้อยไหมสามเหลี่ยม 7.7 ล้านวอน 231,000 บาท

- ยกกระชับแก้ม 2.2 ล้านวอน 66,000 บาท 

- Vline ครั้งที่ 2 ราคา 16.5 + 3.3 = 19.8 ล้านวอน 594,000 บาท

- เอาไทเทเนียมที่โหนกแก้มและคางออก 3.3 ล้านวอน 99,000 บาท

- accu sculpt รอบ2 ราคา 6.6 ล้านวอน 196,000 บาท 

- ดูดไขมันเนินก้น 4.4 ล้านวอน 132,000 บาท

- ดูดไขมันปีกเอว 4.4 ล้านวอน 132,000 บาท

- botox น่อง 4.4 ล้านวอน 132,000 บาท

* รวม 79.2 ล้านวอน 2,376,000 บาท

*** การผ่าตัดครั้งที่ 15 ก่อนผ่าคุยกับหมอว่าจะดูดไขมันต้นแขนด้วย แต่พอถึงวันผ่าตัดหมอแจ้งว่า ให้ลองไปออกกำลังกายก่อนเพราะไขมันไม่มากค่ะ จึงตัดออก 1 รายการ 

 

18519471_10209573510235485_4371360784272429925_n

หลังผ่าตัด ช.ม. แรก จนถึง 5 วันหลังผ่าตัดค่ะ 

 

18581985_10209564043478822_30924368310266736_n

สภาพหลังจากผ่าตัด 24 ชม. ตามในรูปเลยค่ะ 

72 ชม. แรกบวมเป่งสุดๆ ตอนนี้เริ่มยุบแล้ว 

17/05/17 วันนี้เป็นวันที่ 4 หลังผ่าตัด ปากอ้าเอา 1 นิ้ว สอดเข้าไปได้แล้ว ตายังแดงมาก หมอสั่งยาให้หยอดตา วันละ 4-6 ครั้ง ไม่ค่อยเจ็บตานะ แต่จะรู้สึกเคืองๆ รำคาญ เพราะตาขาวกลายเป็นสีแดง และบวมเป่ง เหมือนตาจะหลุด นั่ง บางทีน้ำตาไหลออกมา หมอสั่งให้พักตาบ้าง … เจนอาจจะตอบไลน์ช่าลง และไม่ได้ตอบบางข้อความนะคะ อีก 2-3 สัน อาการน่าจะดีขึ้นค่ะ ส่วนแผลอื่นๆ ไม่เจ็บ เจ็บตรงดูดไขมันหลังเอว นี่แหละ ^^!! 
อาหารหลังผ่าตัด วันนี้อ้าได้กว้างขึ้น แปรงฟันได้ เลยเริ่มทานนึ่งปลาซาบะ 
กล้วยหอมเจนทานทุกมื้อเพราะสามารถนำพลังงานไปใช้ได้เลย ทำให้ไม่ค่อยเหนื่อย ค่อยๆ ขูดทาน 

ช่วง 13 วันหลังผ่าตัด แก้มก็จะตุ่ยๆหน่อย ปากยังชา ยังยิ้มกว้างๆ ไม่ได้ ^^!! ใส่คอนแทคเลนส์ แต่งหน้า อ่อนๆ 

 

18920446_10209702649423884_5008011428842728306_n

 

การศัลยกรรมตกแต่งริมฝีปากมีหลายวิธี 

 

ㅇ มุมปากตก (ปากคว่ำ สาเหตุจากผิวหย่อนคล้อย) 

 

แก้ไขโดย การผ่าตัดยกมุมปาก มี 2 วิธี 

- การยกมุมปากแบบเย็บ โดยใช้ไหมละลาย เย็บด้านในมุมปาก เหมาะกับผู้ที่มีมุมปากหย่อนคล้อยไม่มาก และต้องการความเป็นธรรมชาติ 

- การยกมุมปากแบบกรีด (จะเห็นผลชัดเจนกว่าวิธีแรก เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเห็นผลชัดเจน และ มีมุมปากที่คล้อยเยอะ แต่จะมีแผลกรีดด้านนอก (หากเป็นคีรอยด์ง่ายไม่ควรทำวิธีนี้) แต่ในกรณีที่ครไข้มีอายุมาก ผิวคล้อยทั้งหน้า อาจจะต้องทำการยกกระชับหน้าด้วย จีงจะได้ผลดี 

ㅇ กรณีปากหนา แก้ไขโดยการตัดเย็บ ตกแกต่งริมปากให้ได้รูป เทคนิคการตัดเย็บจะขึ้นอยู่กับลักษณะปากเดิมของคนไข้ 

ㅇ กรณีปากบาง แก้ไขได้โดย

- ฉีดไขมันตนเอง 
วิธีนี้ปลอดภัยที่สุด แต่เราไม่สามารถควบคุมการยุบตัวของไขมันได้ อาจจะยุบไม่เท่ากัน และ ไขมันจะหายไปได้เร็ว 

- ฉีด filler เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมที่สุดในเกาหลี แต่ต้องเป็น filler เท่านั้น ที่นิยมจะเป็นยี่ห้อ juvederm ปกติ จะอยู่ได้ 1 ปีและสลาย (ยังไงก็สลายไม่หมด แต่ฉีดที่ปาก โดยแพทย์ผุ้ชำนาญ filler จะไม่ไหลไปจุดอื่น ปกติหมอจะฉีดครั้งละ 1-2 cc และต้องฉีดในสถานที่พยาบาลที่เชื่อถือได้ ข้อเสีย คนไข้บางคนอาจจะเกิดอาการแอนตี้สารเหล่านี้ได้ … หากฉีดไปแล้วไม่พอใจ ต้องการเอาออก ควรกลับไปให้หมอคนเดิม ฉีดสลายให้  

- ปลูกถ่ายเนื้อเยื่อแท้ และเนื้อเยื่อเทียม (alloderm) 

เนื้อเยื่อเทียมคือ เนื้อเยื่อจากคนที่เสียชีวิตแล้วทำมาผ่านกระบวนการต่างๆ (ปกติจะนิยมมาใช้ในการผ่าตัดเสริมจมูก โดนิยมใช้รองปลายจมูก) 

การใช้เนื้อเยื่อเทียมจะสามารถกำหนดรูปทรงปากได้สวยงาและง่ายกว่าเนื้อเยื่อแท้

การผ่าตัดโดยจะเปิดแผลข้างในปาก และใส่วัสดุเข้าไป อย่างไรก็แล้วแต่ วิธีนี้ยังไม่ได้รับความนิยม เพราะว่าคนไข้ส่วนมาก มักเกิดอาการข้างเคียงตามมา … ความรู้สึกจะไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ และปากที่เคยตัดมาแล้วบางเกินไป จะมีข้อจำกัด ผิวปากที่บาง การใส่วัสดุที่หนาเกินไป อาจจะทำให้ผิวบางเกินไป และฉีกได้ … คนไข้ที่เสริมเนื้อเยื่อเทียม (alloderm) จะมีปัญหามากที่สุด และการผ่าตัดแก้ไข จะยาก (นึกถึงตอนผ่าตัดใส่เข้า และตอนผ่าเพื่อจะเอาออก เราจะเกิดรอยแผล และพังผืดอีก ปากอาจจะผิดรูป) 

*** ริมฝีปากที่บางเกินไป ย่อมมีข้อจำกัดในการแก้ไข การตัดตกแต่งริมฝีปาก ตัดแล้วเอาคืนมาไม่ได้เช่นเดียวกับการตัดปีกจมูก 

*** ก่อนหน้านี้เคยเขียนเตือนเรื่องการผ่าตัด ทำถึงใต้ตา หรือ dolly eye โดยการใช้เนื้อเยื่อเทียม หรือ alloderm ไว้แล้ว ว่า เป็นวิธีที่ไม่ปลอดภัย คนไข้หลายคนมีปัญหา ต้องผ่าตัดเอาออกหลังจากทำไป หลายๆ รพ.หรือ คลีนิค ได้ยกเลิกการผ่าตัดวิธีนี้ไปแล้ว ตอนนี้ปากก็เช่นกัน ควรศึกษาข้อมูลให้ละเอียดถี่ถ้วนทั้งผลดีและผลเสียของแต่ละวิธี 

*** เจนศัลยกรรมปาก โดย การยกมุมปากแบบเย็บ และฉีด filler เพื่อให้ปากอวบอิ่มและได้รูปมากขึ้น 

 

 

คลิปนี้ถ่ายประมาณ 1 เดือนหลังผ่าตัดค่ะ

 

- รายละเอียดเกี่ยวกับการศัลยกรรมโครงหน้า ดูดไขมันเหนียง กรอบหน้า อ่านรีวิวของน้องเบียร์ได้ค่ะ 

http://www.dollitaclub.com/site/ศัลยกรรมเกาหลี/

 

- คลิปรีวิวศัลยกรรมของน้องเบียร์ค่ะ ก่อนผ่าตัด จนถึงหลังผ่าตัด 3 เดือน 

 

- น้องเบียร์ไปออกรายการบันเทิงปากม้า

 

- น้องเบียร์ และ คุณหมอลี ซัง วู ไปออกรายการ ตื่นมาคุย พี่วู๊ดดี้ 

 

กลับมาที่เรื่องของเราต่อนะคะ  

 

S__2719770

ในรูป หลังเติม filller ไม่กี่ ช.ม. ค่ะ 

2017 Aug อายุ 36 ปี 160 cm 43 kg (ศัลยกรรมครั้งที่ 16) 

- เติม filler ปากบน-ล่าง (ครั้งที่ 2) 1.5 cc 2.25 ล้านวอน 67,500 บาท

- Botox กล้ามเนื้อคิ้ว 0.44 ล้านวอน 13,200 บาท 

* รวม 2.69 ล้านวอน 80,700 บาท 

S__2719771

S__2719772

S__2719773

S__2719774

S__2719775

S__2719776

S__2719777

S__2719778

S__2719779

S__2719781

S__2719777

S__2719782

S__2719783

S__2719784

S__2719786

ช่วง 3-6 เดือน หลังผ่าตัดค่ะ 

1018 Jan อายุ 36 ปี 160 แท 45 kg. (ศัลยกรรมครั้งที่ 17)  

- ยกมุมปากแบบเย็บ 2.75 ล้านวอน 82,500 บาท (เย็บให้ชัดขึ้นอีกนิดนึง)

- ดูดไขมันต้นแขน 4.4 ล้านวอน 132,000 บาท 

- ฉีดสลายไขมันหน้า2 ส่วน 2.5 ล้านวอน 75,000 บาท 

- ฉีด filler ปาก 1 cc 1.65 ล้านวอน 49,500 บาท 

- ฉีด Botox ระหว่างหัวคิ้ว 0.44 ล้านวอน 132,000 บาท 

- ทำเลเซอร์ ulthera 400 shot + Thermage 400 shot 9.9 ล้านวอน 297,000 บาท 

- botox น่อง 2.2 ล้านวอน 66,000 บาท 

- ฉีดเซรั่มหน้าฉ่ำวาว 2.2 ล้านวอน 66,000 บาท

* รวม 27.69 ล้านวอน 83,700 บาท   

 

รวมค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น  

ไทย 660,000 บาท + เกาหลี 241.17 ล้านวอน (7,235,100 บาท) = 7,895,100 บาท 

 

S__2072611

S__2072617

S__2072613

S__2072619

S__2072623

S__2072612

S__2072618

S__2072622S__2072620

S__2072624

FB, IG , Line : Jenny Dollita 

 

มันคือเรื่องจริง ในฐานะที่อยู่ในวงการศัลยกรรมเกาหลี เข้าปีที่ 4 พูดได้เท่าที่พูด เชื่อว่า เบื้องลึกเข้าไปหลายคนคงไม่รู้

และผ่าตัดครั้งแรก ณ ร.พ. แห่งนึงในเกาหลี เมื่อต้นมิ.ย. 2014 

เป็นคนแรกที่มาผ่าตัดศัลยกรรม และเขียนรีวิวลงใน blog ตัวเอง และเป็นเอเจนซี่คนแรกที่ทำรีวิวศัลยกรรม"ที่เกาหลี" และผันตัวมาเป็นเอเจนซี่ในเวลาต่อมาไม่กี่เดือน 

และเป็นคนไทยคนแรกที่จดทะเบียนโดยถูกต้องตามกฎหมาย "ถ้าศึกษาดีๆ จะรู้ว่า บ.ที่เปิดก่อนหน้านั้น 2-3 บ. เจ้าของเป็นคนเกาหลี บางที่จะมีคนไทยร่วมทำงานด้วย

สิ่งที่ทำให้ผันตัวมาเป็นเอเจนซี่ หลังจากรีวิว มีคนสนใจ ติดต่อเข้ามาเยอะ โดยเฉพาะเพื่อนสนิท Khunmo Sandee ตามมาผ่าตัด หลังจากเราผ่าไปได้ไม่ถึง 7 วัน ตอนนั้นได้ส่วนลด เลยยกตรงนี้ให้เพื่อนไป 

สมัยนั้นรีวิวภาษาไทยไม่เยอะ และ แต่ละ รพ. เอง ยังไม่ได้ทำการตลาดที่ไทยมากนัก นอกจาก เอเจนซี่ใหญ่ยุคต้นๆ ทำให้กับ รพ. ที่คอนแทคอยู่ จึงทำให้มีคนไทยเริ่มรู้จัก 

หลังจากเราทำมาได้ซักพัก ก็เริ่มมีคนมาทำศัลยกรรมที่เกาหลี โดยเปิดเผยมากขึ้น มากขึ้น 

หลายๆคนมองว่า เป็นอาชีพที่กอบโกยได้ สังเกตุว่า คนไทยส่วนมาก ใครทำอะไรแล้วดี อาชีพไหนดูรวย ก็จะแห่ไปทำตามๆ กัน (อันนี้เรื่องจริง อย่าดราม่า) … มี ล.ค. คนนึงถามเจนว่า "พี่เจน เป็นเอเจนซี่นี่รวยทุกคนหรอคะ" ตอบ "ไม่นะคะ เพราะพี่ไม่ได้รวย ค่าใช้จ่ายเยอะมากๆ เงินเดือน ล่าม คนขับรถ ภาษี เงินที่ต้องคอยเทคแคร์ ซัพพร์อตคนไข้บางกรณี ที่ต้องมีเหตุ และผลว่ากันไป บางกรณีต้องพิสูจน์"

คลีนิคและ ร.พ. ในโซลเอง มีอยู่พันกว่าแห่ง และคำว่า คลีนิค หรือ ร.พ.เอง มาตรฐานการจัดแบ่งประเภท ไม่เหมือนที่ไทย (ไป ศึกษาดีๆ) เอาคำว่า รพ. หรือคลีนิคมาวัดกันไม่ได้ 

รู้จักตั้งคำถาม 
- สถานพยาบาลมีพื้นที่ใช้สอยเท่าไหร่ (เพราะตึกที่นี่ไม่เหมือนไทย บางที่หน้า 3 เมตร สูง 20 ชั้น เปิดใช้จริง 3 ชั้น) 
- มีหมอศัลยกรรมกี่คน (ต้องจบด้านศัลยกรรมโดยตรง) ใครชำนาญด้านไหนว่าไป ประสบการณ์กี่ปี 
- มีวิสัญญีแพทย์กี่คน (บางที่มีคนเดียว วางยาเรียงกันเป็น 10 นี่คือเรื่องจริง) 
- shadow doctor มีอยู่จริง (บางคนก็ฝีมือดี อาศัยชื่อหมอที่มีชื่อเสียง แต่ผ่าตัดไม่เก่ง บางคนก็ไม่เก่งเป็นหมอฝึกหัด ผ่าคนไข้เคสง่ายๆ หรือราคาถูกๆ) 
- อุปกรณ์ช่วยชีวิต ในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน 
- อุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์
- การตรวจร่างกาย ก่อนผ่าตัด มีอยู่ไม่กี่ที่ที่มีแลปเป็นของตัวเอง ส่วนมากจะต้องไปตรวจนอก รพ. 
- การฟอลโล่อัพ อาการหลังผ่าตัด 

รายได้ส่วนใหญ่จากคนไข้ต่างชาติ อันดับ 1 คือจีน รองลงมาก็คนไทย ตลาดคนไทย จึงเป็นที่สนใจของหลายๆ ร.พ. เอเจนซี่ไทยเริ่มมีมากขึ้น มากขึ้น บางที่จดทะเบียนถูกต้อง บางที่ส่งต่อให้ บ.อื่น หรือ ส่งเข้า บ.ลูก ของ รพ. ถ้าใครเป็นเอเจ้นที่ถูกกฎหมาย ก็จะสามารถเซ็นต์ mou กับ รพ. เพื่อสิทธิประโยชน์ของคนไข้ 

วงการศัลยกรรมเกาหลี เจริญก้าวหน้า และล้ำกว่าประเทศอื่นๆ ในโลกนี้ก็จริง แต่ถ้าคิดว่า "จะมาแล้ว จบ ให้คิดใหม่" 

จบหรือไม่ มันขึ้นอยู่กับปัญหา ของแต่ละเคส บางคนจบจุดนี้ มักจะต่อไปจุดใหม่ 

"ทำแล้วไม่สวย ก็อยากจะแก้ให้สวย ทำแล้วสวย ก็อยากสวยอีก" 

ความเป็นจริงมันเป็นแบบนี้ ต้องยอมรับ 

สำหรับเรา คิดว่าศัลยกรรมเกาหลี เหมาะสำหรับคนที่มีความพร้อม … นอกจาก สภาพร่างกาย ที่ต้องแข็งแรง แล้วยังต้องมีเวลา การผ่าตัดที่ต้องตัดไหม ต้องอยู่อย่างน้อย 7 วันหลังผ่าตัด นอกจากนั้นแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ "เงิน" 

มาศัลยกรรมเกาหลี สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ "เงิน เงิน เงิน" 

ค่าครองชีพสูงกว่าไทย 3 เท่า ถ้าค่ายา ค่าหมอ ค่าผ่าตัดจะราคาเท่าไทยคงเป็นไปไม่ได้ 

ทำไมแต่ละที่ราคาต่างกัน "ต้นทุน และฝีมือต่างกัน ราคาก็ย่อมต่างกัน" 

ทำไม ร้านตัดผมแต่ละที่ราคาไม่เท่ากัน ??? จริงไหม ราคาแชมพูต่างกันฉันใด ยาสลบที่ใช้ก็ต่างกันฉันนั้น เปรียบเทียบให้คิด 

มีเงินมาศัลยกรรม และ อย่าลืมเตรียมเงินไว้ใน กรณีที่ต้องกลับมา follow up อาการ หรือ มาผ่าตัดแก้ไข เพราะไม่ใช่ทุกคน ที่จะทำครั้งเดียวแล้วจบ สังเกตุคนที่ผ่าตัดที่ผ่านๆมา มีใครทำทีเดียวจบไหม 

หากต้องการทำหลายอย่าง บางเคส ผ่าพร้อมกันได้ บางเคสไม่ได้ ทุกอย่างอยู่ที่ทุนเดิม ของแต่ละคน บางเคส จะต้องแบ่งการผ่าตัดไว้หลายพาร์ท แพลนไว้ 3 ครั้งใน 1 ปีก็มี 

ถ้าเป็นเงินก้อนสุดท้ายในชีวิต คิดให้มากๆ เราจะทำประโยชน์อะไรกับเงินก้อนนี้ให้ได้มากที่สุด มันต่อยอด เราได้ไหม ไม่ใช่ว่าทุกคนจะฟลุคเหมือนเจน "ที่เอาเงินก้อนสุดท้ายมาทำหน้า เพราะแฟนนอกใจ และ ความพึงพอใจของชีวิต ฉันอยากจะทำ" 

ด้วยความฟลุค จึงทำให้เกิดหน้าที่การงาน และต่อยอดมาถึงปัจจุบันนี้ 

เอเจนซี่เป็นอาชีพบริการ แล้วแต่ใครอยากไปไหน ติดต่อให้ได้หมด เราอำนวยความสะดวก ตั้งแต่จองตั๋ว ที่พัก รถ ล่าม ไกด์

แต่ด้วยตำแหน่ง consultant ที่ปรึกษาศัลยกรรม พ่วงท้าย จึงต้องคอยศึกษา และให้ความรู้กับลูกค้า เพื่อนำไปพิจาณณา ประกอบการตัดสินใจต่างๆ ที่ไหนผลการตอบรับจากคนไข้ดี บริการ รับผิดชอบดี ฝีมือเด่น ระบบความปลอดภัยพร้อม เราก็เลือกทำงานตรงนั้น 

ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายจึงเป็น คนที่ต้องการหมอฝีมือดี ความปลอดภัยสูง มีความรับผิดชอบ

บางคนต้องการหมอที่แก้ไขจากการผ่าตัดครั้งก่อนๆ ที่เคยผิดพลาดมาจากที่อื่น 

"หมอฝีมือดีๆ สำคัญ แต่ทีมแพทย์ พยาบาล ที่อยู่ในห้องผ่าตัด รวมถึงทุกฝ่าย ตั้งแต่การสอบประวัติคนไข้ การตรวจร่างกาย คอนเซาท์ ล่าม สัมพันธ์กันหมด" 

"จำไว้ว่า ทุกอย่างมีต้นทุน"

แสดงความคิดเห็น

Comment